วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

วิชา เทคโนโลยีการศึกษา

                                       แนวโน้มของเทคโนโลยีการศึกษา
            ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ของมนุษย์เป็นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศในการขจัดข้อจำกัดของกาลเวลา และระยะทาง ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลเกิดได้ในทุกเวลา และทุกสถานที่ ซึ่งจากวิวัฒนาการนี้เองได้ก่อให้เกิดรูปแบบการจัดการศึกษาแบบใหม่ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา

เทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา

            เทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการนี้ เป็นการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งจัดเป็นระบบการเรียนการสอนทางไกลแบบสองทาง
          เทคโนโลยีโทรประชุมทางไกล (Video Conference) ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ใช้ในการสื่อสารระยะไกล เป็นการผสมผสานของสัญญาณภาพ สัญญาณเสียงและข้อมูลผนวกกับเทคโนโลยีของเครือข่ายและการสื่อสารเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์ที่สามารถโต้ตอบกันแบบ Real-time ระหว่างกลุ่ม 2 กลุ่มหรือมากกว่าซึ่งอยู่ห่างไกลกัน
          โดยสรุปแล้วระบบโทรประชุมทางไกล หมายถึง การประชุมทางไกลผ่านจอภาพ เป็นบริการที่ให้ทั้งภาพและเสียงในเวลาเดียวกัน โยผู้ใช้ทั้งต้นทางและปลายทางจะต้องติดตั้งอุปกรณ์ ซึ่งประกอบด้วย กล้องถ่ายภาพ จอภาพ อุปกรณ์แปลงสัญญาณ และชุดควบคุมการประชุมระหว่างจุดสองสุด จะต้องใช้อุปกรณ์สองชุดเชื่อมต่อกัน ส่วนการประชุมพร้อม ๆ กันนั้นจะต้องใช้อุปกรณ์ Teleconference เท่าจำนวนจุดที่ต้องการประชุมและจะต้องใช้อุปกรณ์ควบคุมหลายจุด (Multi-Point Control Unit : MCU) ช่วยการตัดภาพระหว่างจุดแต่ละจุด อุปกรณ์นี้สามารถเชื่อมสัญญาณเข้าด้วยกันได้ โดยทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องรับและเครื่องส่งภายในเครื่องเดียวกัน ส่งสัญญาณผ่านเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงหรือผ่านระบบโครงข่าย ISDN
          นอกจากนี้จากการที่ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงาน ชิน ฟันแฟร์ (Shin Fun Fair) ทำให้ได้ทราบถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนยุคใหม่คือ เครือข่ายศูนย์การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม(Distance Learning via Satellite) ดำเนินงานโดย บริษัท ชิน บรอดแบรนด์ อินเตอร์เน็ต (ประเทศไทยจำกัด) นำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดของการเรียนการสอนยุคใหม่เป็นครั้งแรกใน ประเทศไทย โดยใช้โครงการเทคโนโลยีบรอดแบรนด์ Ipstar หรือ Internet ความเร็วสูงผ่านดาวเทียม แบบ 2 ทาง (Interactive) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนทั้งภาพ เสียง และข้อมูล โดยเปิดโอกาสให้มีการโต้ตอบระหว่างผู้สอนจากศูนย์ iLearn ในกรุงเทพมหานคร และผู้เรียนที่อยู่ ณ ศูนย์ iLearn ในต่างจังหวัดเสมือนเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน
            รูปแบบการเรียนการสอน
1. การเรียนการสอนทางไกล (Distance Education) เป็นการเรียนการสอนที่ประยุกต์เทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง เช่น ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การประชุมทางไกลชนิดภาพและเสียง รวมถึงเอกสารต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล
2. แบบมหาวิทยาลัยออนไลน์ เรียกว่า Online University หรือ Virtual University เป็นระบบการเรียนการสอนที่อยู่บนเครือข่ายในรูปเว็บเพจ มีการสร้างกระดานถาม-ตอบ อิเล็กทรอนิกส์ (Web Board)
3. การเรียนการสอนผ่านทางอินเตอร์เน็ตและเว็บเพจ (Online Learning, Internet Web Base Education) เป็นการนำเสนอเนื้อหาและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนโดยเน้นสื่อประสมหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน มีการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ประสานงานกัน ให้ผู้เรียนและผู้สอนเข้าถึงฐานข้อมูลหลายชนิดได้ โดยผู้เรียนต้องควบคุมจังหวะการเรียนรู้ด้วยตนเองให้เป็น และเลือกเวลา สถานที่ในการเรียนรู้
            4. โครงข่ายการเรียนการสอนแบบอะซิงโครนัส (Asynchronous Learning Network : ALN) เป็นการเสียนการสอนที่ต้องการติดตามผลระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน โดยใช้การทดสอบบทเรียน เป็นตัวโต้ตอบ

แนวโน้มการศึกษาทางไกล

สำหรับข้อมูลในส่วนของแนวโน้มของการศึกษาทางไกล ก่อนที่จะกล่าวถึงแนวโน้มที่ได้จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์จากข้อมูลที่ผ่านมาในอดีตและในปัจจุบันแล้ว แหล่งข้อมูลที่มีความสำคัญในอ้างอิง เพื่อให้แนวโน้มที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้านั้นมีความเชื่อถือได้ ผู้ศึกษาจึงต้องกล่าวถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มของเทคโนโลยีการศึกษา ที่ยกมาพอสังเขปดังนี้
          งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
          น้ำทิพย์ สุนทรนันท (2534) แนวโน้มการพัฒนาสื่อสำหรับการศึกษาทางไกลของกรมการศึกษานอกโรงเรียน (Trends of Media Development for Distance Education of  Non-formal Education Department) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแนวโน้มในการพัฒนาสื่อสำหรับการศึกษาทางไกลของกรมการศึกษานอกโรงเรียนในอีก 10 ปี ในด้านนโยบายการใช้สื่อการศึกษาทางไกล การบริหารและการจัดการสื่อการศึกษาทางไกล งบประมาณการสำหรับสื่อการศึกษาทางไกล ประเภทของสื่อการศึกษาทางไกล และบุคลากรด้านสื่อการศึกษาทางไกล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสำหรับการศึกษาทางไกลจำนวน 36 คน ดำเนินการวิจัยโดยใช้เทคนิคเดลฟาย ให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นจำนวน 3 รอบ โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
          จากแนวโน้มทั้งหมด 110 ข้อ ผู้เชี่ยวชาญเห็นสมควรให้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้ 84 ข้อ แบ่งเป็น
          ด้านนโยบายการใช้สื่อการศึกษาทางไกล                       27   ข้อ
          ด้านการบริหารและการจัดการสื่อการศึกษาทางไกล  18   ข้อ
          ด้านงบประมาณ                                                   7   ข้อ
          ด้านประเภทของสื่อการศึกษาทางไกล                          27   ข้อ
          ด้านบุคลากรสื่อการศึกษาทางไกล                                5   ข้อ
ชวลิต บัวรัมย์ (2540) แนวโน้มด้านเทคโนโลยีทางการศึกษาแบบสื่อสารทางไกลของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2550 โดยใช้เทคนิคเดลฟาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีการศึกษา จำนวน 18 ท่าน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
            1. แนวโน้มด้านโทรทัศน์การศึกษา ใช้ดาวเทียม เส้นใยแก้วนำแสง สารเคเบิลเป็นสื่อสัญญาณถ่ายทอดรายการโทรทัศน์ จะเน้นเสนอเป็นรายการสด นำเอาระบบมัลติมีเดีย Digital Video Disk , Web TV เข้ามาเสริมกับโทรทัศน์โดยการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต เนื้อหาเป็นลักษณะ Package ซึ่งจะครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย เครื่องรับโทรทัศน์มีขนาดจอ 29 นิ้วขึ้นไป พร้อมกับมีเครื่องเล่น Video CD และสามารถเชื่อมต่อกับเคเบิลทีวีได้
            2. แนวโน้มด้านโทรศัพท์เพื่อการศึกษา จะเปลี่ยนจากระบบอนาลอกมาใช้ระบบ ISDN ทั้งหมด ซึ่งจะเป็นการรวมโทรศัพท์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เข้าด้วยกัน เป็นการนำความรู้จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง โดยไม่มีขีดจำกัดด้วยเวลาและระยะทาง อยู่ในรูปของสื่อทันสมัยมัลติมีเดีย ซึ่งสามารถใช้โทรศัพท์เป็นการเจาะข้อมูลเรียนรู้ด้วยตนเอง
            3. แนวโน้มด้านดาวเทียมเพื่อการศึกษา ทำให้คนไทยเรียนรู้ภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเป็นสมาชิกมีความเป็นระหว่างประเทศ เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม และค่าใช่บริการจะถูกลง ใช้แพร่หลายทั่วประเทศทุกระดับชั้นการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล
            4. แนวโน้มด้านการประชุมทางไกลเพื่อการศึกษา ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการควบคุมการทำงาน ใช้ในการเรียนการสอนและฝึกอบรมระหว่างมหาวิทยาลัยหรือวิทยาเขตของตนเองที่ขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ การสอนเป็นแบบกลุ่มใหญ่ มีการนำระบบอินเตอร์เน็ตมาใช้ร่วมการประชุมทางไกลในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีการใช้น้อยมากครูผู้สอนยังมีความจำเป็นในการสอนอยู่
            5. แนวโน้มด้านอินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษา มีแหล่งทรัพยากรความรู้หลากหลายในการค้นคว้าจะแพร่หลายเป็นที่นิยมกันกว้างขวางทั่วประเทศ มีบทบาทในการแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ มีการติดตั้งระบบเครือข่ายสารสนเทศภายในองค์กรเพื่อเป็นการรองรับระบบ Video on Demand และระบบเรียกผ่าน CAI on Internet

            แนวโน้มของรูปแบบการจัดการศึกษา จะมีลักษณะดังต่อไปนี้ (สุภาณี เส็งศรี, 2543)
            1. จัดการเรียนการสอนตามความพร้อมแบบไม่จำกัดเวลา สถานที่ โดยเน้นปริมาณแต่คำนึงถึงคุณภาพเพื่อมาตรฐานการศึกษา
            2. ปฏิรูปการเรียนรู้โดยมุ่งจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
            3. มุ่งพัฒนา จัดหา และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในกระบวนการเรียนการสอนทางไกล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงแหล่งวิทยาการอย่างอิสระ
            4. ลดข้อจำกัดทางการศึกษาโดยเฉพาะมุ่งเน้นความเท่าเทียมทางการศึกษาในทุกชุมชนและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งลดปัญหาการขาดผู้สอนซึ่งมีความรู้ความสามารถ
            5. เน้นการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย และรับผิดชอบต่อสังคม
            6. สร้างความร่วมมือระหว่างองค์กร/สถาบันต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนวิชาการทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และนานาชาติ
แนวโน้มการศึกษาทางไกลในด้านประเภทของสื่อ
            สื่อคอมพิวเตอร์ ระบบ Internet ดาวเทียม และโทรทัศน์ น่าจะเป็นสื่อที่ใช้ในการศึกษาทางไกลมากที่สุด ซึ่งสื่อเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทแทนที่สื่อเก่า ๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุกระจายเสียง เป็นต้น
            ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาไปมาก สื่อในการศึกษาทางไกลจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย ซึ่งสื่อประเภทคอมพิวเตอร์และระบบ Imternet ระบบดาวเทียมและโทรทัศน์ ถือได้ว่าเป็นสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ เป็นสื่อประสม ซึ่งทำให้ผู้สอนกับผู้เรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้ มีการโต้ตอบกันได้ และมีผลย้อนกลับ (Feed Back) ผู้เรียนเกิดความสนใจและอยากที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา อีกทั้งในระหว่างการเรียนการสอน ผู้เรียนถ้าเกิดไม่เข้าใจหรือสงสัยเกี่ยวกับเนื้อหาของวิชา ก็สามารถที่จะสอบถามกับผู้สอนได้ทันที แต่สื่อในลักษณะนี้ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง และยังมีไม่แพร่หลายมากนัก ดังนั้น สื่อการศึกษาทางไกลควรจะเน้นให้มีการสื่อสารในลักษณะที่เป็นผลย้อนกลับ ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน เพราะความแตกต่างของระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนจะเห็นได้ว่า คนเราสามารถจำในสิ่งที่ตนอ่านได้เพียงร้อยละ 10 จำในสิ่งที่ได้ยินร้อยละ 20 จำในสิ่งที่ได้เห็นร้อยละ 30 จำในสิ่งที่ได้ยินและได้เห็นร้อยละ 50 จำในสิ่งที่พูดร้อยละ 70 จำในสิ่งที่พูดและปฏิบัติร้อยละ 90 (Raudsepp 1979 อ้างถึงใน น้ำทิพย์ สุนทรนันทา 2534) ซึ่งแสดงว่า สื่อที่ใช้ในกระบวนการเรียนการสอนถ้าเป็นสื่อที่ให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้ ยิ่งปฏิบัติได้มากเท่าใดก็จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า สื่อการสอนแบบเก่าที่เป็นแบบสื่อทางเดียว จะทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพต่ำ และสื่อสมัยใหม่ที่เป็นลักษณะสองทางจะทำให้ผู้เรียนเกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้มากกว่า

วิชา หลักการสอน

ความหมายของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน

            มีคำที่สำคัญที่จะต้องเข้าใจความหมายอย่างกระจ่างชัดเจน คือ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนดังนี้
            การเรียนหรือการเรียนรู้  การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม (พิมพันธ์  เดชะคุปต์, 2542) ในแดนวคิดดังกล่าวนี้ ออซูเบล (Ausubel,1993)ได้อธิบายว่า การเรียนรู้อย่างมีความหมาย (Meaningful Verbal Learning) จะเกิดขึ้นได้หากการเรียนรู้นั้นสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีมาก่อน นอกจากนั้น (Bruner, 1965) ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กว่า เด็กเริ่มต้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive Stage) ต่อไปจึงจะสามารถสร้างจิตนาการหรือสร้างภาพในใจหรือในความคิดขึ้นได้ (Symbolic Stage) ส่วนกาเย่ (Gagne,1965) ได้อธิบายเกี่ยวกับผลของการเรียนรู้ของมนุษย์ว่ามี 5 ประเภท คือ
1.      ทักษะทางปัญญา (Intellectual Skills) ซึ่งประกอบด้วยทักษะย่อย 4 ระดับ คือ การจำแนกการสร้างความคิดรวบยอด การสร้างกฎ และการสร้างกระบวนการหรือกฎขั้นสูง
2.      กลวิธีในการเรียนรู้ ( Cognitive Strategies) ประกอบด้วยกลวิธีการใส่ใจ การรับและทำความเข้าใจข้อมูล การดึงความรู้จากความทรงจำ การแก้ปัญหา และกลวิธีการคิด
3.      ทักษะทางภาษา (Verbal Information)
4.      ทักษะการเคลื่อนไหว (Motor Skills)
5.      เจตคติ (Attiude)
การสอน หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ไปสู้ผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายการเรียนรู้
ระบบการสอน หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเรียนการสอนอย่างมีขั้นตอน มีระบบระเบียบที่จะทำให้การสอนนั้นบรรลุจุดมุ่งหมายการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์การสอน หมายถึง ยุทธวิธีในการที่จะคิดให้ได้หลักการเรียนการสอน กระบวนการ วิธีการและเทคนิคที่นำมาปฏิบัติเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการสอน
หลักการสอน หมายถึง ความเชื่อ ปรัชญา ทฤษฎี หลักการเกี่ยวกับการสอน ซึ่งอาจนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการวางรูปแบบ กระบวนการ และวิธีการสอน
รูปแบบการจัดการเรียนการสอน หมายถึง สภาพหรือลักษณะของการเรียนการสอนที่จัดขึ้นตามปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวความคิด และหรือความเชื่อต่างๆ โดยอาศัยวิธีการสอน และเทคนิคการสอนต่างๆ เข้ามาช่วยให้สภาพการจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามหลักการที่ยึดถือ
วิธีการสอน หมายถึง วิธีการต่างๆ ที่นำมาใช้เพื่อช่วยให้การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ บรรลุเป้าหมาย วิธีการสอนแต่ละวิธีย่อมประกอบไปด้วยลักษณะอันเป็นจุดเด่นเฉพาะของวิธีการนั้นๆ และกระบวนการอันเป็นหลักในการดำเนินการตามวิธีการนั้น
เทคนิคการสอน หมายถึง กลเม็ดต่างๆ ที่นำมาใช้เพื่อช่วยให้วิธีการหรือกระบวนการใดๆ ในการจัดการเรียนการสอนบรรลุตามจุดมุ่งหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ (วัฒนาพร , 2532)

ความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนกับการสอน

            จากความหมายของคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนดังกล่าวข้างต้น จะให้ได้ว่า การเรียนกับการสอนเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เดียวกัน คือ การสอนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การสอนเกิดขึ้นจากตัวผู้สอนหรือครู แต่การเรียนรู้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไป (หมายรวมเฉพาะการเรียนรู้ที่ตั้งไว้ให้เกิดขึ้น มีการกำหนดจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้า)

รูปแบบการจัดกระบวนการการเรียนการสอน

            ในการจัดกระบวนการเรียนการสอน มีจุดมุ่งหมายหลักคือ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ บรรลุจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ตามที่ได้กำหนดไว้ (รายละเอียดเรื่องจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ได้เสนอไว้ในหัวข้อของแผนการสอน) โดยมุ่งหวังในภาพรวมที่จะให้ผู้เรียนเมื่อเกิดการเรียนรู้แล้ว จะมีคุณลักษณะที่สำคัญ 3  ประการ คือ เป็นคนเก่ง เป็นคนดี และเป็นคนที่มีความสุข ซึ่งในการที่จะพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ดังกล่าวนั้น การจัดกระบวนการเรียนการสอนจะต้องมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
            1. เป็นกระบวนการทางปัญญา พัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
2. ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ
3. บูรณาการสาระการเรียนรู้ที่สอดคล้อง
4. เป็นกระบวนการคิด การปฏิบัติจริง นำไปใช้ประโยชน์ได้
5. เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันโดยมีผู้เรียน ผู้สอนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้

ลักษณะกระบวนการเรียนการสอนที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่พึงประสงค์

·       เป็นกระบวนการทางปัญญา พัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

·       เรียนรู้อย่างมีความสุข เน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ

·       บูรณาการสาระการเรียนรู้ สอดคล้องกับความสนใจ ทันสมัยตามสภาพจริง
·       เป็นกระบวนการคิด การปฏิบัติจริง นำไปใช้ประโยชน์ได้
·       เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีผู้เรียน ครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้

หลักการจัดกระบวนการเรียนการสอน

            ในการที่จะจัดกระบวนการเรียนการสอนให้มีลักษณะที่ต้องการดังกล่าว มีหลักการที่พัฒนา มาจากหลักการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ดังนี้
            หลักการเรียนรู้

            หลักการเรียนรู้มีพื้นฐานมาจากแนวความคิดสำคัญดังนี้

            1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง โดยมีครูหรือผู้สอนเป็นผู้ช่วยจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เอื้ออำนวยให้เกิดการสร้างองค์ความรู้
            2. สังคมการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง และระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน
            3. อาศัยการแสดงออกทางภาษา ได้แก่ การพูดและการเขียน เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้

จากแนวความคิดสำคัญดังกล่าว ได้นำมากำหนดหลักการเรียนรู้ ดังนี้
1. เป็นการเรียนรู้ที่อาศัยประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
2. ทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง เป็นการเรียนรู้ที่เรียกว่า Active Learning
3. มีปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง และระหว่างผู้เรียนกับผู้ สอน
4. ปฎิสัมพันธ์ทำให้มีการขยายตัวของเครือข่ายการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง
5. มีการสื่อสารโดยการพูดหรือการเขียนในการแลกเปลี่ยน วิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้จากหลักการเรียนรู้ดังกล่าว ได้นำมาเป็นพื้นฐานในการกำหนดหลักการสอน

หลักการสอน

จากการเรียนรู้ดังกล่าว ได้นำมาเป็นพื้นฐานในการกำหนดหลักการสอนดังนี้

1. จัดการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมอย่างทั่งถึงและมากที่สุด
2. ยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญ
3. ยึดการค้นพบด้วยตนเองของผู้เรียน
4. เน้นกระบวนการเรียนรู้ควบคู้กันไปกับผลการเรียนรู้หรือผลงาน
5. เน้นการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริง

การจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือเน้นผู้เรียนสำคัญที่สุดนั้น เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะดังนี้
1.      มุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน
2.      ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ
3.      ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย
4.      ผู้เรียนสามารถนำวิธีการเรียนรู้และองค์ความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้
5.      ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน

การออกแบบการจัดการเรียนการสอน

            จากหลักการเรียนรู้และหลักการสอนดังกล่าวข้างต้น  สามารถนำมาเป็นหลักการพื้นฐานในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน  ซึ่งได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการออกแบบการจัดการการเรียนการสอนไว้มากมาย  แต่การออกแบบการจัดการการเรียนการสอนที่น่าจะมีประสิทธิภาพสูงและบรรลุจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ได้อย่างดี  คือ  การออกแบบการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ  ซึ่งแสดงองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบการออกแบบการจัดการเรียนการอสน 
วิธีการสอน  กิจกรรมการเรียนการสอน  และเทคนิคการสอน
            จากรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ได้นำเสนอข้างต้น  จะเห็นได้ว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญที่ผู้สอนจะต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจน  และสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ
1.                   การกำหนดจุดมุ่งหมายการเรียนรู้
2.                   การกำหนดเนื้อหาสาระและประสบการณ์การเรียนรู้
3.                   การกำหนดรูปแบบการสอน
4.                   การเลือกวิธีการสอน  /  เทคนิคการสอน
5.                   การกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน
6.                   การกำหนดวิธีการจัดและประเมินผล
การกำหนดจุดมุ่งหมายการเรียนรู้และการกำหนดเนื้อหาสาระและประสบการณ์การเรียนรู้ได้นำเสนอรายละเอียดไว้ในเรื่องการวางแผนการสอน   ส่วนรูปแบบการสอนได้นำเสนอรายละเอียดไว้ข้างต้นแล้ว

การสอนเพื่อจุดมุ่งหมายเฉพาะอย่าง

1.                  การสอนเพื่อให้เกิดวามรู้ความเข้าใจ  Klausmier and Hooper   ได้เสนอหลักการสำหรับการสอนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ  ไว้ว่า  ความรู้  ความเข้าใจ  มี 4 ระดับ  คือ
1)          ระดับของการนึกภาพได้
2)          ระดับของการกำหนดได้
3)          ระดับของการจัดเข้าหมวดหมู่ได้
4)          ระดับของการอธิบายได้
การสอนเพื่อให้เกิดความรู้  ความเข้าใจมี  4  ขั้นตอน  คือ
1)          ระบุจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน
2)          สำรวจความรู้พื้นฐานของผู้เรียน  ว่ามีเพียงพอหรือไม่  มีพัฒนาการในระดับใด
3)          เสนอนิยามและตัวอย่างได้แก่
3.1)     นิยามคุณลักษณะ  โดยการระบุคุณลักษณะที่สำคัญทั้งหมด  ทำให้คุณลักษณะที่ถูกต้องเด่นออกมา  จัดให้คุณลักษณะที่คล้ายคลึงอยู่ด้วยกันเพื่อลดจำนวน  ใช้สิ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดี  ใช้สิ่งที่ไม่ใช่ตัวอย่างมาช่วยในการสรุปความ  ให้ข้อกำหนดและการปฏิบัติ  และแสดงตัวอย่างที่ไม่คุ้นเคยและแปลกใหม่
3.2 ให้ความคิดรวบยอด   โดยการให้คำจำกัดความเชิงวาจา  และตรวจสอบความถูกต้อง
3.3 ให้ผู้เรียนใช้ถ้อยคำของตนเอง
3.4  สาธิตการใช้ความคิดรวบยอด
4.  ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ  และผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับ  โดย
4.1 ตั้งคำถามด้วยข้อความอื่น ๆ  เพื่อทดสอบความรู้  ความเข้าใจ
4.2   ตั้งคำถามเพื่อทดสอบว่าผู้เรียนเข้าใจกฎ  และหลักการหรือไม่  หากเข้าใจ  ผู้เรียนต้องสามารถระบุความสัมพันธ์ของสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว  ซึ่งทำให้เขาสามารถ  ทำนายผลที่จะเกิดขึ้นได้ควบคุมสถานการณ์ได้   อธิบายสาเหตุได้   แก้ปัญหาได้  และอุปนัยสาเหตุได้

การสอนเพื่อให้เกิดเจตคติที่ดี  Yelon  and  Weinstein   ได้เสนอขั้นตอนของการสอนเพื่อให้เกิดเจตคติที่ดี  ไว้ดังนี้
1)      กระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เลือกอย่างอิสระเสรี
2)      ช่วยให้ผู้เรียนได้สำรวจทางเลือกต่าง ๆ
3)      ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสชั่งน้ำหนักผลของทางเลือกแต่ละทาง
4)      กระตุ้นให้ผู้เรียนได้พิจารณาถึงสิ่งที่ทำให้ชื่นชมหรือภาคภูมิใจ
5)      เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจด้วยตนเอง
6)      ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติตามทางเลือกที่เขาเลือกด้วยตนเอง




การสอนเพื่อให้เกิดทักษะ   Yelon  and Weinstein  ได้เสนอขั้นตอนของการสอนเพื่อให้เกิดทักษะไว้ดังนี้
1)      ขั้นการสร้างความรู้ความเข้าใจสำหรับนำไปปฏิบัติ
1.1)      ระบุจุดมุ่งหมาย
1.2)      ทดสอบความรู้พื้นฐานที่จำเป็น
1.3)      ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายสิ่งที่จะเรียนรู้และทักษะปฏิบัติ
1.4)      สาธิตทักษะที่สมบูรณ์  บรรยายรายละเอียดของกระบวนการที่ต้องปฏิบัติ
2)      ขั้นปฏิบัติ
            2.1)     ให้ผู้เรียนแสดงทักษะ
            2.2)     ฝึกฝน  ทำหลาย ๆ ครั้ง
            2.3)     แบ่งออกเป็นงานย่อย ๆ เพื่อให้ปฏิบัติได้ง่าย
            2.4)     กระจายการฝึกปฏิบัติ
            2.5)     ฝึกปฏิบัติแบบเข้ม
            2.6)     ฝึกด้วยความเข้าใจ
            2.7)     ดูพื้นฐานของผู้เรียนก่อนกำหนดความมากน้อยของการฝึก
            2.8)     ให้ข้อมูลป้อนกลับ
3)      ขั้นการประชาสัมพันธ์
3.1)     ทำให้การปฏิบัติที่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งอัตโนมัติ   พร้อมความเร็วที่เพิ่มขึ้น  และเวลาสั้นลง
3.2)     การฝึกมากเกินไป  อาจทำให้เบื่อ  ความสำเร็จทันทีมีความสำคัญมากกว่า
3.3)     อย่าหวังว่าผู้เรียนทุกคนจะทำได้ดีอย่างสมบูรณ์  เพราะทักษะแต่ละทักษะต้องอาศัยการประสานสัมพันธ์หลาย ๆ  อย่างซึ่งผู้เรียนแต่ละคนมีไม่เท่ากัน
องค์ประกอบที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพของกิจกรรมการเรียนการสอน
1)   บทบาทการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนของผู้เรียน
2)   จำนวนผู้เรียนที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างกระตือรือร้น
-       จำนวนประมาณ  10 – 39 %  ถือว่าอยู่ในระดับน้อย
-       จำนวนประมาณ  40 -  59 %  ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง
-       จำนวนประมาณ  60 -  79 %  ถือว่าอยู่ในระดับมาก
-       จำนวนประมาณ  80  -  100% ถือว่าอยู่ในระดับมากที่สุด